Translate

วันเสาร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2562

แอลคาร์นีทีนมีดีกว่าที่คิด ( L-carnitine )



แอลคาร์นีทีนมีดีกว่าที่คิด ( L-carnitine )
มาทำความรู้จัก L-carnitine กันเถอะ
แอลคาร์นิทีน (L-carnitine) เป็นสารที่ร่างกายสามารถสร้างได้เองที่ตับและไตจากกรดอะมิโนสองตัวที่มีชื่อว่า Lysine และ Methionine ซึ่งร่างกายนำไปใช้ในกระบวนการดึงไขมันเข้าไปสร้างเป็นพลังงาน แอลคาร์นิทีนจึงมีบทบาทสำคัญต่อขบวนการสลายกรดไขมันในร่างกาย และร่างกายยังได้รับแอลคาร์นิทีนจากการรับประทานอาหารจำพวกกลุ่มเนื้อแดง ถั่ว อโวคาโดได้ด้วย
งานวิจัยของ The Journal of Sports Medicine and Physical Fitness ได้ศึกษาประสิทธิภาพของแอลคาร์นิทีนในผู้หญิงน้ำหนักมาก โดยมีการศึกษาเปรียบเทียบกัน 4 กลุ่ม กลุ่มแรก ให้ยาหลอก กลุ่มสอง ให้รับประทานแอลคาร์นิทีน กลุ่มสาม ออกกำลังกายและทานยาหลอก กลุ่มสี่ ให้ออกกำลังกายร่วมกับรับประทานแอลคาร์นิทีน และติดตามผลที่ 8 สัปดาห์พบว่า ในกลุ่มที่มีการออกกำลังกายแบบแอโรบิกและทานแอลคาร์นิทีนวันละ 2 กรัม สามารถลดการอักเสบในร่างกาย (hs-CRP) ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
มีการศึกษาให้รับประทานวันละ 2 กรัม ในกลุ่มคนสูงอายุและติดตามผลพบว่า ปริมาณของกล้ามเนื้อมากขึ้นและไขมันลดลง และยังลดความอ่อนล้าของร่างกายลง
แอลคาร์นิทีนนับเป็นสารที่มีผลข้างเคียงต่อร่างกายน้อยมากและให้ประสิทธิภาพสูง หากใช้ควบคู่กับการออกกำลังกาย โดยควรออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อยวันละ 40-50 นาทีขึ้นไปจึงจะช่วยสลายไขมันได้
ในนักกีฬาหรือคนที่กินแอลคาร์นิทีนเสริมสำหรับการเล่นกีฬาเพื่อช่วยในการสลายไขมันและช่วยให้การทำงานของกล้ามเนื้อดีขึ้น ควรจะต้องหยุดใช้เพื่อให้กล้ามเนื้อได้พักบ้างอย่างน้อยเดือนละ 1 สัปดาห์และไม่ควรใช้ต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ

เสริม L-carnitine
ปัจจุบันผลิตภัณฑ์เสริมแอลคาร์นิทีนได้รับความสนใจในวงกว้าง ซึ่งชนิดของแอลคาร์นิทีนที่นำมาใช้แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่
แอล-คาร์นิทีน (LC) ค่อนข้างนิยมใช้อย่างแพร่หลาย
แอล-อะซิทิลคาร์นิทีน [L-acetylcarnitine (LAC)] เป็นรูปแบบเดียวที่ถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer) และโรคเกี่ยวกับความผิดปกติของสมองอื่น ๆ
แอล-โพรพิโอนิลคาร์นิทีน [L-propionylcarnitine (LPC)] มีประสิทธิภาพ ใช้ได้ผลดีกับโรคเกี่ยวกับเส้นเลือดตามแขนขา (Peripheral Vascular Disease-PVD) ที่มีสาเหตุจากเบาหวานหรือเส้นเลือดแข็ง
แม้แอลคาร์นิทีนจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่หากรับประทานมากเกินไปก็อาจเกิดผลข้างเคียงได้เช่นกัน มีงานวิจัยระบุว่า การรับประทานแอลคาร์นิทีนมากถึง 5 กรัม หรือ 5,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือมากกว่าอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน อยากอาหารเพิ่มขึ้น มีกลิ่นตัว มีผื่นแดง เป็นต้น
ดังนั้นสิ่งที่ควรตระหนักไว้เสมอคือ การลดน้ำหนัก คือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการเลือกรับประทานอาหารให้ถูกต้อง แอลคาร์นิทีนเป็นสารที่ช่วยทำให้ร่างกายสามารถดึงไขมันไปสร้างเป็นพลังงาน ซึ่งร่างกายสร้างได้เองและได้รับจากการรับประทานอาหารดังที่กล่าวไปตอนต้น ดังนั้นแล้วเราไม่สามารถทราบปริมาณแน่นอนของแอลคาร์นิทีนที่ร่างกายได้รับในแต่ละวัน การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนรับประทานแอลคาร์นิทีนย่อมช่วยให้สามารถรับประทานได้เหมาะสมและเกิดประโยชน์กับร่างกายอย่างแท้จริง

ข้อมูล : พญ.จิรา ถาวรประดิษฐ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย ศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัยกรุงเทพ


==============================
==============================
ติดตามข่าวสารสาระได้ที่นี่ ⤵️ 🙏🙏
.
.


สุขภาพดีเริ่มที่ตัวเรา,สินค้าสุขภาพและความงามมาแรง,Coachpattarapan,สุขภาพความสวยงาม,betterlifeshopOnline,TheOriginalsol,Health,สุขภาพ,Healthyfood,อาหารสุขภาพ,ฺBeauty,สวยงาม,Herb,สมุนไพร,HealthCaremethods,Healthcare,วิธีดูแลสุขภาพ,NaturalHerbs,สมุนไพรธรรมชาติ,Knowledge,สาระน่ารู้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น